[EXPIV] Bonus Event : I am....

posted on 30 Jan 2015 19:18 by redlibra
 
 
Entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 
 
PIRATE IV Community

 
 
 
 
 
Bonus Event : I am....
 
ตัวละครที่ปรากฏในเนื้อเรื่อง  :  เชรัน , กัปตันราเกซ , ไลก้า
 
เนื้อหาโดยสรุป   :  เล่าถึงการพบเจอกันครั้งแรกระหว่างเชรันและกัปตันราเกซย้อนไปเมื่อ 8 ปีก่อนจาก time line ปัจจุบัน
 
จำนวนWord  :  12,984  (นับโดยโปรแกรม MS Word)
 
 
** หมายเหตุ  :  วิธิการเดินเรือและวิธีปฏิบัติหน้าที่ของต้นหนเรืออ้างอิงมาจาก Manga เรื่อง COCO FULL AHEAD ของ อจ. ฮิเดยูกิ  โยเนฮาร่า
 
 
++++++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
 

ครั้งหนึ่งข้าเคยมีชีวิตอยู่......ในโลกแห่งแสงสว่างที่แสนจะธรรมดา

 

ครั้งหนึ่งข้าเคยมีชีวิต.......ท่ามกลางท้องทะเลสีครามแหล่งกำเนิดแห่งสรรพชีวิน

 

ท่ามกลางผืนแผ่นดินสีมรกตอันอุดม  ท่ามกลางบรรดาพวกพ้องคนสำคัญที่ร่วมแบกรับโชคชะตา

และ  อยู่เคียงคู่ผู้เป็นดังดวงใจแห่งข้า

 

ความสงบสุข สวยงาม แสนจะเรียบง่ายเหล่านั้น มันคงทำให้ตัวข้าหลงลืมไปเสียสิ้น

หลงลืมไปชั่วขณะ ว่า......

 

 

ยิ่งแสงสว่างที่มองเห็นตรงหน้า มันเรืองรองสุกสกาวดังดาวสุริยันบนฟากฟ้าเพียงใด ความมืดมิดที่แอบแฝงเร้นกายในอีกฝากของแสงสว่าง จักยิ่งกลายเป็นความมืดมิดที่สุดจะหยังรู้ถึงก้นบึ้งของความดำมืดนั้น........

 

 

ข้า…ได้ตระหนักถึงมัน....ตระหนักถึงความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว ยามเมื่อท้องทะเลแดนน้ำแข็งกลายเป็นท้องทะเลแห่งความตาย....ยามเมื่อสายลมเหมันต์กรีดร้องคำรามระคนเสียงร่ำไห้จาก ดวงวิญญาณของพวกพ้องแห่งข้า.......ยามเมื่อข้าได้เผชิญหน้ากับ  “ สัตว์ร้าย ” แห่งห้วงสมุทรลึก.....“ สัตว์ร้ายแห่งแดนเหนือ ” ผู้กลืนกินแสงสว่างและพรากทุกสิ่งอย่างไปจากข้า......

 

 

มเมื่อข้าได้เผชิญหน้ากับ.......มัน..........

 

 

 

“ ลิเวียธาน ”

 


...............................

.........................

........

            

 

 

     สัมผัสของน้ำเย็นเฉียบที่สาดเข้าเต็มใบหน้าทำให้ชายหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่บนกองฟางค่อยคืนสติลืมตาขึ้นมาช้าๆ  ภาพความฝันถึงท้องฟ้าสีครามอันสดใสและแผ่นดินเขียวขจีในบ้านเกิดอันแสนไกลพลันมลายหายไปสิ้น ความเย็นจัดจับขั้วหัวใจของน้ำช่วงฤดูหนาวแห่งแดนเหนือที่ราวกับถูกเข็มคมกริบนับล้านเล่มทิ่มแทงลงบนผิวเนื้อในคราเดียวนั้นกระชากสติอันเลือนลางของเขาให้ตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริงที่เจ้าตัวไม่อยากจะรับรู้ใดๆ

“เฮ่ย....ตกลงมันตายแล้วรึไงวะ ??  ไลก้า ปลุกมันอีกสักถังซิ  ถ้ามันตายจริงก็โยนทิ้งทะเลไปจะได้ไม่เกะกะเป็นภาระเรือข้า”  

 

น้ำเสียงเข้ม กังวาน ทรงอำนาจของใครคนหนึ่งออกคำสั่งด้วยความเบื่อหน่ายระคนหงุดหงิด ก่อนน้ำเย็นๆอีกถังจะราดลงมาที่ศีรษะและใบหน้าของผู้ที่เพิ่งฟื้นคืนสติเมื่อครู่ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับสะดุ้งสุดตัวทะลึ่งกายขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเลพลางไอสำลักทั้งน้ำ และอากาศเย็นเฉียบที่ตนสูดเข้าปอดไป

เชรัน ชายหนุ่มผู้มีผิวกายสีเข้มเฉกเช่นชาวดันเตเลียน เรือนผมสีน้ำตาลเทาอ่อนดังสีฟางแห้ง และนัยน์ตาสีอเมทิส ซึ่งยามนี้ฉายแววอ่อนล้างุนงง เขาทำได้เพียงชำเลืองไปยังกลุ่มคนแปลกหน้าที่ลายล้อมตนอยู่

“ โฮ่  ยังไม่ตายจริงๆงั้นรึ ? ....เอาน้ำจืดต่อชีวิตให้มันซะหน่อย ”

น้ำเสียงทรงอำนาจนั้นออกคำสั่งขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่หนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นจะโยนถังใส่น้ำในมือทิ้งแล้วก้าวเข้ามาใกล้ตัวคนที่นั่งโอนเอนอยู่บนกองฟาง เชรันมีโอกาสมองสบนัยน์ตาสีเทาฟ้าและใบหน้านิ่งสงบประดับด้วยรอยแผลเป็นบนแก้มขวาของผู้ที่ก้าวเข้ามาหาตนเพียงไม่นานก่อนที่ชายร่างสูงใหญ่คนนั้นจะใช้มือหยาบกร้านคว้าประคองที่ท้ายทอยของเขา แล้วจรดถุงหนังใส่น้ำจืดลงบนริมฝีปากแห้งผากของคนที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาจากความตาย บังคับกรอกน้ำเข้าคอไปโดยไม่กล่าวถ้อยคำใดๆ ชายหนุ่มดื่มน้ำเข้าไปอึกใหญ่ก่อนหันหน้าไปไอสำลักรุนแรง ชายร่างใหญ่คนนั้นจึงค่อยผละถอยออกไปหากแต่นัยน์ตาสีเทาฟ้าคมกริบยังจับจ้องมองมาไม่ละสายตา  เชรันเงยหน้าขึ้นจากพื้นฟางอีกครั้งพลางกวาดสายตามองสำรวจรอบด้านและค้นพบว่าตนเองถูกขังอยู่ในกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่ปูพื้นไว้ด้วยกองฟางสกปรก มิหนำซ้ำมือทั้งสองข้างของตนยังถูกจับมัดไพล่หลังด้วยเชือกจนแน่นไม่อาจขยับให้หลุดได้ และที่ประตูทางออกเพียงหนึ่งเดียวของกรงขังซึ่งเปิดกว้างอยู่ ทว่ามันถูกล้อมกรอบไว้ด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ทางไม่ใคร่จะมิตรนัก ดูจากสภาพการแต่งกาย และอาวุธครบมือที่คนพวกนั้นพกพาบ่งบอกได้ไม่ยากว่าพวกมันหาใช่ชาวประมงหรือพ่อค้าวาณิชย์ธรราดาๆเช่นที่ตัวเขาเคยพบเจอไม่  แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เอ่ยคำถามใดๆ เงาร่างสีดำทะมึนสูงใหญ่จนเกือบพ้นประตูกรงในชุดคลุมสีเลือดหมูตัวยาวก็ก้าวผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้เขาด้วยท่วงท่าก้าวย่างช้าๆ องอาจ มั่นคง

 เชรันทำได้แค่เงยมองเจ้าของร่างสูงตระหง่านตรงหน้าตนอย่างตะลึงงันไป ไม่เพียงแต่ความสูงใหญ่กำยำที่แลดูแข็งแกร่งทรงพลังเท่านั้น บุรุษผู้นี้ยังสวมแผ่นกะโหลกเหล็กไว้ที่ศีรษะด้านซ้ายทำให้ใบหน้าคมกร้านนั้นดูดุดันน่าเกรงขามขึ้นไปอีก นัยน์ตาสีทับทิมของอีกฝ่ายจ้องตอบกลับมาด้วยประกายเย็นชาหากแต่แฝงไว้ด้วยความคิดลึกลับร้ายกาจบางอย่าง ก่อนที่เจ้าของร่างสูงตระหง่านจะฉีกยิ้มแสยะแล้วย่อตัวนั่งยองลงตรงหน้าชายหนุ่มจนเขาต้องผงะถอย ทว่าอุ้งมือใหญ่กลับคว้าจิกเส้นผมสีน้ำตาลเทาของเขาไว้ ดึงรั้งบังคับให้เขาต้องเงยขึ้นมองสบนัยน์ตาดุร้ายดังสัตว์นักล่า

 

“น่าสนใจไม่เลว  ที่เจ้ายังมีชีวิตรอดอยู่ได้.....บอกชื่อเจ้ามา ไอ้หนุ่มเดนตาย ”

ผู้สวมกะโหลกเหล็กออกคำสั่งกับคนในเงื้อมือตน เชรันขมวดคิ้วจ้องมองอีกฝ่ายก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว  “ จะถามชื่อใครอื่น เจ้าต้องเป็นฝ่ายบอกชื่อตนเองก่อนไม่ใช่ รึไง ?  เจ้าเป็นใคร ? ” คำกล่าวถามอย่างถือดีเช่นนั้นเรียกเสียงโห่ร้องฮือฮาขึ้นในหมู่ผู้คนที่ยืนล้อมรอบกรงขังอยู่ และแน่นอนมันเรียกเสียงหัวเราะราวคำรามกังวานก้องจากบุรุษร่างสูงตระหง่านตรงหน้าได้เช่นกัน รอยยิ้มร้ายกาจเหยียดแสยะกว้างขึ้นไปอีก

“ น้ำทะเลเย็นๆคงทำสมองเจ้าเสื่อมชั่วคราวสินะไอ้หนุ่ม ถามว่าข้าเป็นใครเช่นนั้นหรือ...... ”

 

มือใหญ่จิกกระชากเส้นผมสีน้ำตาลเทาอ